วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เรียงความเรื่อง การใช้เทคโนโลยีในปัจจุบัน



การใช้เทคโนโลยีในปัจจุบัน

            เชื่อหรือไม่ว่าปัจจุบันโลกเราได้พัฒนาย่างก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่  ที่เพียบพร้อมไปด้วยความสะดวก ความสบายไม่ว่าสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเราเอง จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนจะแตกต่างกันมาก ซึ่งถ้าเทียบกับสมัยก่อนจากที่เราเคยเติบโตมา จริงอยู่ที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นทำให้เราประหยัดเวลาและรวดเร็วในการประกอบกิจกรรมต่างๆในประจำวันนี่เป็นข้อดีของเทคโนโลยีแต่เราหารู้ไม่ว่าเทคโนโลยีนี่แหละก็มีผลเสียซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่ของสังคมเราในปัจจุบันอีกเช่นกัน
            เทคโนโลยีคืออะไร เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์  เครื่องมือ  เครื่องจักร วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่างๆเทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ
            เมื่อกล่าวถึงเทคโนโลยีแล้ว ในความคิดใครหลายคนอาจจะนึกถึงเครื่องมือเครื่องจักรเชิงกลหรืออิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยที่นำมาใช้ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเรา แต่ความจริงแล้ว เทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตของมนุษย์มาเป็นเวลานานตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มนุษย์นำความรู้จากธรรมชาติวิทยามาคิดค้นและดัดแปลงธรรมชาติเพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานในการดำรงชีวิต ในระยะแรกเทคโนโลยีที่นำมาใช้เป็นระดับพื้นฐานอาทิ การเพาะปลูก การชลประทาน การก่อสร้าง การทำเครื่องมือเครื่องใช้ การทำเครื่องปั้นดินเผา การทอผ้า เป็นต้น ปัจจัยการเพิ่มจำนวนของประชากร ข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการพัฒนาความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญในการนำและการพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น  ลักษณะของเทคโนโลยี สามารถจำแนกได้ดังนี้ คือ 1. เทคโนโลยีในลักษณะของกระบวนการ  เป็นการใช้อย่างเป็นระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือความรู้ต่างๆที่ได้รวบรวมไว้ เพื่อนำไปสู่ผลในทางปฏิบัติ โดยเชื่อว่าเป็นกระบวนการที่เชื่อถือได้และนำไปสู่การแก้ปัญหาต่าง ๆ 2. เทคโนโลยีในลักษณะของผลผลิต ( หมายถึง วัสดุและอุปกรณ์ที่เป็นผลมาจากการใช้กระบวนการทางเทคโนโลยี 3. เทคโนโลยีในลักษณะผสมของกระบวนการและผลผลิต (เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีการทำงานเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเครื่องกับโปรแกรม 
            การที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อสังคมเราก็ทำให้เกิดข้อดีหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น การลดแรงงานคนในการทำงานต่าง ๆ เช่น ควบคุมการผลิต และช่วยในการคำนวณ  เพิ่มความสะดวกสบายตั้งแต่ส่วนบุคคล จนถึงการคมนาคมและสื่อสารทั่วโลก   เป็นแหล่งความบันเทิง   ลดต้นทุนการผลิต   ทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม และ เกิดการกระจายโอกาส  ทำให้เกิดสื่อการเรียนการสอนต่างๆมากขึ้น   ทำให้เกิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น     ทำให้เกิดระบบการป้องกันประเทศที่มีประสิทธิภามมากยิ่งขึ้น  ในกรณีของอินเตอร์เน็ต ผู้ใช้สามารถเลือกการผ่อนคลายได้ตามอิสระสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นล้วนแล้วแต่เป็นข้อดีของเทคโนโลยี แต่ในทางกลับกันก็มีข้อเสียอีกหลายข้อเช่นกัน  สิ้นเปลืองทรัพยากร เช่น น้ำมัน แก็ส และถ่านหินจนกระทั้งน้ำ   เปลี่ยนสังคมชาวบ้าน ให้กลายเป็นวัตถุนิยม   ทำให้มนุษย์ขาดการออกกำลังกาย  ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน เพราะใช้แรงงานเครื่องจักรแทนแรงงานคน  ทำให้เสียเวลา ทั้งจากรายการไร้สาระในโทรทัศน์ จนกระทั่งนัก chat หากใช้เว็บไซด์จำพวก Social Network จะทำให้ผู้ใช้มีโลกเป็นของตนเอง ขาดการติดต่อกับผู้อื่น โดยเฉพาะที่เห็นชัดเจนเกิดช่องว่างระหว่างผู้สูงอายุกับเด็ก
            นอกจากนี้เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่องจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับสังคมเราด้วย
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์ในการทำงาน รวมทั้งการติดต่อสื่อสารและอำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์มากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ในอีกทางหนึ่งโทษของเทคโนโลยีก็มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมด้วย เช่น ผลกระทบทางธรรมชาติ ปัญหาต่างในเรื่องของสภาพดินจากการใช้เครื่องมือทางการเกษตร สารเคมี การสูญเสียทรัพยากรน้ำจากการที่แหล่งต้นน้ำถูกทำลาย หรือการเน่าเสียของน้ำจากการทิ้งสิ่งปฏิกูลที่ย่อยสลายได้ยาก การสูญเสียแร่ธาตุจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน กิจกรรมต่างๆทางเทคโนโลยีของมนุษย์ก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจกที่รุนแรงขึ้นกับโลกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีที่มีต่อสิ่งแวดล้อมทางสังคม นอกจากจะส่งผลกระทบต่อ   สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติแล้ว หากนำมาใช้อย่างไม่ระมัดระวังก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางสังคม และวัฒนธรรมของมนุษย์ได้ เช่น ปัญหาการเพิ่มประชากรอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ หากไม่มีการป้องกันหรือแก้ไข ในอนาคตก็จะเกิดปัญหาวิกฤติประชากรได้สูญเสียความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เกิดจากความเจริญก้าวหน้า ด้านการคมนาคม ขนส่ง การสื่อสาร ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งคนรุ่นหลัง ไม่มีเวลาในการคัดเลือกสิ่งดี ๆ ของภูมิปัญญาดั้งเดิมมาปรับใช้  สูญเสียความเข้มแข็งของสถาบันทางสังคม สถาบันต่าง ๆทางสังคม เช่น ครอบครัว ชุมชนศาสนาการศึกษามีบทบาทต่อวิถีชีวิตของสมาชิกในสังคมน้อยลง สื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาทำให้เกิด ปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม    โสเภณีคอร์รัปชั่น        การว่างงาน     เป็นต้น
            อย่างไรก็ตามเราจะใช้ชีวิตอย่างไรจึงจะจะแสดงให้เห็นว่าการใช้ชีวิตในยุคเทคโนโลยีนี้ เราจำเป็นจะต้องอาศัยความรู้ หรือ ปัญญาเป็นฐานในการตัดสินใจ   “รู้เขารู้เรา” เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่คาดการณ์ถึงและคาดการณ์ไม่ถึง    หากเรามัวแต่ก้าวตามความเจริญก้าวหน้าเทคโนโลยีวัตถุ  โดยไม่คำนึงถึงความเจริญก้าวหน้าของจิตวิญญาณและไม่ใช้ปัญญาประกอบการคิดพิจารณาแล้ว   การดำรงชีวิตในยุคเทคโนโลยีก็คงจะเป็นชีวิตที่แสนโหดร้ายและอันตรายเป็นแน่แท้
       ฉะนั้นแล้วเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลกในยุคปัจจุบันที่สามารถเชื่อมโยงโลกทั้งโลกเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้โลกที่เคยกว้างใหญ่กลับแคบลง ระยะทางซึ่งแต่เดิมคือ อุปสรรคสำคัญในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันของมนุษย์ชาติกลับไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไปทำให้มนุษย์ในแต่ละสังคมต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้มากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความเสื่อมถอยของสังคมในยุคปัจจุบัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์ผู้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด หากรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสร้างสรรค์และรู้เท่าทัน ย่อมส่งผลให้มนุษย์ในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น




           


วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

นิทาน เรื่อง เป็ดน้อยผู้น่ารัก

โดยนางสาว สุกัญญา  วุฒินิรันดร์กูล
สาขาวิชา ภาษาไทย หมู่ 1 
รหัส 533410010139




















































อักษรไทย
อักษรไทย
รูปพยัญชนะ
รูปสระ
–ั–ํ–ิ'"
–ุ–ู–็
ฤๅฦๅ
รูปวรรณยุกต์
–่–้–๊–๋
เครื่องหมายอื่น ๆ
–์–๎–ฺ
เครื่องหมายวรรคตอน
ฯลฯ

[แก้] พยัญชนะ

พยัญชนะไทยมี 44 รูป สามารถแบ่งตามฐานที่ใช้ในการออกเสียงเป็นวรรค ดังเช่นในภาษาบาลีและสันสกฤต พร้อมแสดงชื่อเรียกในปัจจุบัน
วรรค กะ- ไก่ ไข่ ขวด* ควาย คน* ระฆัง งู
วรรค จะ- จาน ฉิ่ง ช้าง โซ่ เฌอ หญิง
วรรค ฏะ- ชฎา ปฏัก ฐาน มณโฑ ผู้เฒ่า เณร
วรรค ตะ- เด็ก เต่า ถุง ทหาร ธง หนู
วรรค ปะ- ใบไม้ ปลา ผึ้ง ฝา พาน ฟัน สำเภา ม้า
เศษวรรค- ยักษ์ เรือ ลิง แหวน ศาลา ฤๅษี เสือ หีบ จุฬา อ่าง นกฮูก
* เนื่องจาก ฃ และ ฅ ปัจจุบันไม่พบการใช้งาน จึงอนุโลมใช้ ข และ ค แทน
พยัญชนะไทยยังแบ่งออกเป็น 3 หมู่ เรียกว่า ไตรยางศ์ ประกอบด้วย
  • อักษรสูง 11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห (ฉันฝากขวดขี้ผึ้งใส่ถุงให้เศรษฐี)
  • อักษรกลาง 9 ตัว ได้แก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ (ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง ฎ ฏ)
  • อักษรต่ำ 24 ตัว ได้แก่ ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธ น พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮ (พ่อค้าฟันทองซื้อช้างฮ่อ ฅ ฆ ฌ ฑ ฒ ธ ภ)

[แก้] สระ

สระในภาษาไทยมี 21 รูป ซึ่งรูปสระเหล่านี้จะนำไปประกอบเป็นรูปสระที่ใช้จริงอีกต่อหนึ่ง (ดูที่ ภาษาไทย)

[แก้] วรรณยุกต์

วรรณยุกต์ในภาษาไทยมี 4 รูป 5 เสียง
คำทุกคำในภาษาไทยจะมีเสียงวรรณยุกต์เสมอ แม้ว่าจะไม่มีรูปวรรณยุกต์แสดงให้เห็นก็ตาม

[แก้] รูปวรรณยุกต์

  • ไม้เอก
  • ไม้โท
  • ไม้ตรี
  • ไม้จัตวา

[แก้] เสียงวรรณยุกต์

  • เสียงสามัญ
  • เสียงเอก
  • เสียงโท
  • เสียงตรี
  • เสียงจัตวา
ลักษณะของคำเป็น และคำตาย
คำเป็น หมายถึง คำหรือพยางค์ในภาษาไทยที่ออกเสียงได้สะดวก ซึ่งมีลักษณะข้อหนึ่งข้อใดต่อไปนี้
  1. คำหรือพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงยาวในแม่ ก กา เช่น มา นี มี ตา มา ดู ปู ฯลฯ
  2. คำหรือพยางค์ที่มีตัวสะกดในแม่ กง กน กม เกย เกอว เช่น กลาง คืน ลืม เลย เชียว ฯลฯ
  3. คำหรือพยางค์ที่ประสมด้วยสระ อำ ใอ ไอ เอา เช่น ทำ ใจ ไป เอา ฯลฯ
คำตาย หมายถึง คำหรือพยางค์ในภาษาไทยที่ออกเสียงไม่สะดวก ซึ่งมีลักษณะข้อหนึ่งข้อใดต่อไปนี้
  1. คำหรือพยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นในแม่ ก กา (ยกเว้น อำ ใอ ไอ เอา)
    • สุ จิ ปุ ลิ ฯลฯ
  2. คำหรือพยางค์ที่มีตัวสะกดในแม่ กก กด กบ
    • ยก ทัพ ตัด บท ฯลฯ

~~คำแสลง ฉบับวัยรุ่น~~


1.โอ้ว! จอร์จ มันยอดมาก แปลว่า เจ๋งมาก

2.จิ๊บ แปลว่า เป็นอาการดีอกดีใจกระดี้กระด้าเมื่อเจอหนุ่มหล่อวัยใส

3.มาแว้ว แปลว่า มาแล้วจ้า

4.วันนี้โปร่ง แปลว่า วันนี้ไม่ได้พาแฟนมาด้วย

5.พกข้าวห่อ แปลว่า ไปต่างจังหวัดหรือไปเที่ยวไกลๆ แล้วเอาแฟนไปด้วย

6.เฟิร์มนะ แปลว่า ตกลงแน่นอนตามนั้นใช่ไหม


7.กิ๊ก แปลว่า มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่คนรัก

8.ซะงั้น แปลว่า ทำได้ไง ทำแบบนั้นเฉยเลย
9.วิ่นวือ แปลว่า วุ่นวายสุดๆ

10.นอย แปลว่า หวาดระแวง กังวล (มาจากพารานอย)
11. สุย แปลว่า หนุ่มที่แต่งตัวไม่เข้ากับเวลาและสถานที่

12. จีว่า แปลว่า แต่งตัวเว่อร์ หรือแสดงแอ็กชั่นเว่อร์มาก

13.เกิร์ป แปลว่า โง่มากมาย

14.จูบู้ แปลว่า สาวที่แต่งตัวเซ็กซี่มาก
15.เด้ง แปลว่า ใสมาก ขาวมากเด่นมาก

16.ชิว-ชิว แปลว่า เล็กๆ จิ๊บๆ

17.เยก แปลว่า ขี้เหร่

18.ตู้ แปลว่า เด็กเรียน
19.โอ แปลว่า โอเค ตกลง

20.ปู๊ แปลว่า แฟน

~~คำแสลง ฉบับวัยรุ่น~~


1.โอ้ว! จอร์จ มันยอดมาก แปลว่า เจ๋งมาก

2.จิ๊บ แปลว่า เป็นอาการดีอกดีใจกระดี้กระด้าเมื่อเจอหนุ่มหล่อวัยใส

3.มาแว้ว แปลว่า มาแล้วจ้า

4.วันนี้โปร่ง แปลว่า วันนี้ไม่ได้พาแฟนมาด้วย

5.พกข้าวห่อ แปลว่า ไปต่างจังหวัดหรือไปเที่ยวไกลๆ แล้วเอาแฟนไปด้วย

6.เฟิร์มนะ แปลว่า ตกลงแน่นอนตามนั้นใช่ไหม


7.กิ๊ก แปลว่า มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่คนรัก

8.ซะงั้น แปลว่า ทำได้ไง ทำแบบนั้นเฉยเลย
9.วิ่นวือ แปลว่า วุ่นวายสุดๆ

10.นอย แปลว่า หวาดระแวง กังวล (มาจากพารานอย)
11. สุย แปลว่า หนุ่มที่แต่งตัวไม่เข้ากับเวลาและสถานที่

12. จีว่า แปลว่า แต่งตัวเว่อร์ หรือแสดงแอ็กชั่นเว่อร์มาก

13.เกิร์ป แปลว่า โง่มากมาย

14.จูบู้ แปลว่า สาวที่แต่งตัวเซ็กซี่มาก
15.เด้ง แปลว่า ใสมาก ขาวมากเด่นมาก

16.ชิว-ชิว แปลว่า เล็กๆ จิ๊บๆ

17.เยก แปลว่า ขี้เหร่

18.ตู้ แปลว่า เด็กเรียน
19.โอ แปลว่า โอเค ตกลง

20.ปู๊ แปลว่า แฟน
การเป็นพิธีกร
การเป็น " พิธีกร " นั้น ไม่ใช่สักแต่ว่า " มือถือไมค์ ไฟส่องหน้า " ใคร ๆ ก็เป็นได้ หากแต่ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ ความเข้าใจ และปฏิภาณไหวพริบหลาย ๆ
อย่างมาประกอบกันเพื่อทำให้งานดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางพิธีกร ไม่ใช่ผู้ประกาศ พิธีกรไม่ใช่ตัวตลก พิธีกรไม่ใช่ผู้โฆษณา พิธีกรไม่ใช่ผู้ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์
และพิธีกรไม่ใช่ผู้พูดสลับฉากบนเวที แต่ พิธีกรเป็นที่รวมของบทบาทหน้าที่อย่างน้อย 4 ประการ คือ
• เป็นเจ้าของเวที (Stage Owner)
• เป็นผู้ดำเนินรายการ (Program Monitor)
• เป็นผู้แก้สถานการณ์เฉพาะหน้า (Situation Controller)
• เป็นผู้ประสานงานบันเทิงและสังคม (Social Linkage)
ดังนั้น พิธีกร จึงต้องมีความรู้พื้นฐาน 4 อย่าง คือ
• รู้ลำดับรายการ
• รู้รายละเอียดของแต่ละรายการ
• รู้จักผู้เกี่ยวข้องในแต่ละรายการ ( ใครจะมารับช่วงเวทีต่อไป )
• รู้กาลเทศะ ( ไม่เล่นหรือล้อเลียนจนเกินขอบเขต ต้องมีความพอดี )
โอกาสต่าง ๆ ในการเป็นพิธีกร ได้แก่
• ผู้ดำเนินรายการบนเวทีในงานแสดงต่างๆ เช่น ดนตรี ละคร โชว์ ฯลฯ|
• เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย โต้วาที ยอวาที แซววาที
• แนะนำองค์ปาฐก ผู้บรรยายรับเชิญ
• จัดรายการทางวิทยุกระจายเสียง
• จัดรายการทางโทรทัศน์
• ดำเนินรายการในงานพระราชพิธี งานพิธี และงานมงคลต่างๆ
• เป็นโฆษกของพรรคการเมืองในการปราศรัยหาเสียง หรือในงานต่างๆ
เทคนิค 7 ประการในการเป็นพิธีกร• ต้องมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ( พักผ่อนเพียงพอ )
• ต้องมาถึงบริเวณงานก่อนเวลา ( อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง )
• สำรวจความพร้อมของเวที แสง สี และเสียง ( ทดสอบจนแน่ใจ )
• เปิดรายการด้วยความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
• ดึงดูดความสนใจมาสู่เวทีได้ตลอดเวลา ( ทุกครั้งที่พูด ) อย่าทิ้งเวที
• แก้ปัญหาหรือควบคุมสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างดี
• ดำเนินรายการจนจบ หรือบรรลุเป้าหมายที่วางไว้